เกี่ยวกับปรัชญาและอุดมการณ์ของขบวนการปฏิวัติของอิมามฮุซัยน์ (อ) นั้น ผู้ปรารถนาสัจธรรมและความถูกต้องจะสามารถรับรู้ได้จากวจนะของอิมามเองตั้งแต่เริ่มต้นการเดินทางออกจากนครมะดีนะฮ์และจากจุดยืนของท่านต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่อุบัติขึ้นตลอดเส้นทาง
สถานที่: นครมะดีนะฮ์
เวลา: ครึ่งหลังของเดือนร่อญับ ปี ฮ.ศ. ๖๐
หลังจากการเสียชีวิตของมุอาวียะฮ์ ข้าหลวงมะดีนะฮ์ในขณะนั้น (วะลีด อิบนุ อุตบะฮ์) ได้รับคำสั่งให้เอาสัตยาบันยอมรับยะซีดเป็นค่อลีฟะฮ์จากอิมามฮุซัยน์ (อ) ท่านอิมามกล่าวว่า: “... ยะซีดเสพสุราและทำชั่วซึ่งเขาหลั่งเลือดโดยไม่ชอบธรรมและแพร่กระจายความเสื่อมเสีย และมือของเขาเปื้อนเลือดผู้บริสุทธิ์ คนอย่างฉันจะไม่ยอมให้สัตยาบันยอมรับคนชั่วเช่นนี้เป็นอันขาด”
เมื่อ มัรวาน อิบนุ หะกัม ต้องการให้อิมามฮุซัยน์ (อ) ประกาศยอมรับการเป็นค่อลีฟะฮ์ของยะซีด ท่านอิมามได้กล่าวว่า: “ศัตรูของอัลลอฮฺเอ๋ย ไปให้พ้น ฉันได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺกล่าวว่า: ตำแหน่งค่อลีฟะฮ์เป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) สำหรับวงศ์วานอบูซุฟยาน หากเห็นมุอาวียะฮ์บนมิมบัรของฉัน จงสังหารเขาเสีย ประชาชาติของท่านศาสนทูตได้เห็นเขาในสภาพดังกล่าวแต่กลับไม่ทำตามที่ท่านสั่งไว้ ดังนั้น ขณะนี้อัลลอฮฺจึงทรงบันดาลให้พวกเขาต้องเผชิญกับยะซีดคนชั่ว”
หลังจากได้อำลาท่านตา คือท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้ออกเดินทางจากนครมะดีนะฮ์พร้อมกับคนในครอบครัวส่วนใหญ่และสหายอีกจำนวนหนึ่งในคืนวันที่ ๒๘ เดือนร่อญับ ปี ฮ.ศ. ๖๐ เพื่อมุ่งหน้าสู่นครมักกะฮ์
อิมามได้กล่าวถึงเป้าหมายในการเดินทางออกจากนครมะดีนะฮ์ไว้ในคำสั่งเสียของท่านว่า: “... ฉันออกมาเพียงเพื่อแก้ไขความเสื่อมเสียในประชาชาติของท่านตาของฉันเท่านั้น ฉันต้องการกำชับในเรื่องความดีงามและห้ามปรามในเรื่องความชั่ว และต้องการปฏิบัติตามแนวทางและวิถีของท่านตา (ท่านศาสดา) และบิดาของฉัน ท่านอะลี (อ)”
สถานที่: มักกะฮ์
เวลา: ๓ ชะอฺบาน – ๘ ซุลหิจญะฮ์ ปี ฮ.ศ. ๖๐
อิมามฮุซัยน์ (อ) เดินทางถึงนครมักกะฮ์ในวันที่ ๓ เดือนชะอฺบานและพักอยู่ในบ้านของท่านอับบาส อิบนุ อับดิลมุฎฎ่อลิบ ชาวเมืองมักกะฮ์และผู้คนที่เดินทางมาซิยาเราะฮ์บัยตุลลอฮ์จากดินแดนต่างๆ ได้เข้าพบท่านอิมาม
หลังจากชาวกูฟะฮ์ส่งจดหมายมาถึงอิมามกว่า ๑๒,๐๐๐ ฉบับ ท่านอิมามจึงส่ง มุสลิม อิบนุ อะกีล เป็นตัวแทนไปยังเมืองกูฟะฮ์ในวันที่ ๑๕ เดือนร่อมะฎอน
อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้แนะนำชาวเมืองบัศเราะฮ์และกูฟะฮ์ในจดหมายของท่านว่า อะฮ์ลุลบัยต์ (อ) คือผู้ที่เหมาะสมกับการเป็นค่อลีฟะฮ์และอิมามที่สุด
เมื่อจดหมายของ มุสลิม อิบนุ อะกีล ที่แจ้งถึงการสนับสนุนและการยอมรับของชาวกูฟะฮ์มาถึงมืออิมาม และกอปร์กับเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของบัยตุลลอฮฺเนื่องจากมีการวางแผนสังหารท่านอิมาม ณ ที่นั้น ท่านอิมามจึงเปลี่ยนพิธีหัจญ์เป็นอุมเราะฮ์แล้วเดินทางมุ่งหน้าสู่อิรักในวันที่ ๘ เดือนซุลหิจญะฮ์ท่ามกลางการคัดค้านของสหายจำนวนมาก
สุนทรพจน์ที่ท่านอิมามได้กล่าวไว้ในช่วงท้ายๆ ในนครมักกะฮ์ ตอนหนึ่งท่านได้กล่าวว่า: “เราอะฮฺลุลบัยต์ยินดีน้อมรับความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺ... ผู้ใดปรารถนาจะพลีชีพในทางของเรา และเลือกเอาการพบกับอัลลอฮฺเป็นสถานพำนักอันถาวรของตน จงเตรียมพร้อมที่จะเดินร่วมทางไปกับเรา”

สถานที่: ศ็อฟฟาห์
เวลา: วันพุธที่ ๙ เดือนซุลหิจญะฮ์ ปี ฮ.ศ. ๖๐
อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้ให้คำตอบแก่ผู้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการเดินทางไปอิรักของท่านว่า “ฉันฝันเห็นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺและได้รับมอบหมายงานสำคัญและฉันต้องทำหน้าที่ดังกล่าว”
ในสถานที่นี้เองที่ “ฟะร็อซดัก” นักกวีนามอุโขษได้พบกับอิมามและได้ตอบคำถามของอิมามเกี่ยวกับสภาพผู้คนชาวอิรักว่า “หัวใจของพวกเขาอยู่กับท่าน แต่ดาบของพวกเขาอยู่กับบนีอุมัยยะฮ์”
อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้กล่าวกับฟะร็อซดักว่า “หากสิ่งที่จะอุบัติขึ้นเป็นไปตามจุดมุ่งหมาย เราขอสำนึกในความโปรดปรานของอัลลอฮฺ หากสิ่งที่จะอุบัติขึ้นไม่เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย ผู้ที่เจตนาของเขาถูกต้องและมีความยำเกรงเป็นเครื่องควบคุมจิตใจของตน ย่อมจะไม่ออกนอกทางที่ถูกต้องและย่อมจะแคล้วคลาดอย่างแน่นอน”
สถานที่: ซาตุอิรัก
เวลา: จันทร์ที่ ๑๔ เดือนซุลหิจญะฮ์ ปี ฮ.ศ. ๖๐
ณ จุดพักการเดินทางนี้เองที่ อับดุลลอฮ์ อิบนุ ญะอฺฟัร สามีของท่านหญิงซัยหนับ (อ) ได้รับจดหมายรับรองความปลอดภัยจาก “อัมร์ อิบนุ สะอีด” ข้าหลวงนครมะดีนะฮ์ซึ่งขณะนั้นพำนักอยู่ในนครมักกะฮ์ และนำจดหมายฉบับดังกล่าวมามอบให้อิมามโดยมีใจความสำคัญว่า “ฉันขอเตือนให้ท่านหลีกเลี่ยงจากการสร้างความแตกแยกและฉันเกรงว่าท่านจะสูญเสีย ดังนั้น กรุณากลับมาหาฉันเพื่ออยู่ในความคุ้มครองของฉันเถิด”
อิมามฮุซัยน์ (อ) ตอบกลับไปว่า “ผู้ที่เรียกร้องไปสู่อัลลอฮฺ ประกอบการดี และกล่าวว่าฉันเป็นมุสลิมนั้น ย่อมจะไม่แยกออกจากอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์... หากท่านมีความปรารถนาดีต่อฉันในการเขียนจดหมายฉบับนี้ ก็ขอให้อัลลอฮฺทรงโปรดประทานผลรางวัลแก่ท่านด้วย”
อับดุลลอฮฺ สามีของท่านหญิงซัยหนับ (อ) ได้สั่งเสียและกำชับบุตรชายทั้งสองของตนให้อยู่รับใช้เคียงข้างอิมามและต่อสู้กับศัตรู ส่วนตนเองได้เดินทางกลับไปมักกะฮ์
ในจดหมายของอิมามฮุซัยน์ (อ) ที่เขียนถึง อัมร์ อิบนุ สะอีด มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า “การคุ้มครองที่ดีที่สุดคือการคุ้มครองของอัลลอฮฺ เราร้องขอต่อพระองค์ให้ทรงโปรดประทานความเกรงกลัวพระองค์แก่เราในโลกนี้ เพื่อในปรโลกพระองค์จักได้ทรงคุ้มครองและให้ความปลอดภัยแก่เรา”
สถานที่: หาญิร
เวลา: อังคารที่ ๑๕ เดือนซุลหิจญะฮ์ ปี ฮ.ศ. ๖๐
อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้เขียนจดหมายฉบับถึงชาวกูฟะฮ์โดยมี “เกส อิบนุ มุสะฮฺฮิร” เป็นผู้ถือสาร ซึ่งมีใจความว่า “ฉันได้รับจดหมายของมุสลิม อิบนุ อะกีล ที่แจ้งถึงการรวมตัวของพวกท่านในการช่วยเหลือและเรียกร้องสิทธิของเราแล้ว ขออัลลอฮฺทรงโปรดประทานผลรางวัลอันใหญ่หลวงแก่พวกท่านเนื่องจากการช่วยเหลือสนับสนุนดังกล่าวของพวกท่าน... เมื่อ “เกส” ผู้ถือสารของฉันเดินทางไปถึงพวกท่าน ขอให้พวกท่านยืนหยัดและมั่นคงในงานของพวกท่านเถิด ส่วนฉันจะเดินทางไปถึงพวกท่านในเวลาไม่กี่วันนี้”
เกสถูกจับกุมตัวในระหว่างทาง เขาจึงจำต้องฉีกจดหมายของอิมามเพื่อไม่ให้ศัตรูรู้เนื้อความของจดหมาย เกสถูกนำตัวไปยังจวน “อุบัยดุลลอฮ์” ข้าหลวงกูฟะฮ์ พวกเขาบีบบังคับให้เกสเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่ส่งจดหมายถึงอิมามฮุซัยน์ (อ) หรือไม่ก็ต้องสาปแช่งอิมามฮุซัยน์ (อ) อิมามอะลี (อ) และอิมามฮะซัน (อ) ต่อหน้าประชาชน แต่เกสกลับกล่าวสรรเสริญอิมามอะลี (อ) และอะฮ์ลุลบัยต์ของท่าน ในขณะเดียวกันก็ได้สาปแช่งอิบนุซิยาดและพลพรรคของเขา พร้อมกับแจ้งข่าวการเดินทางมากูฟะฮ์ของอิมามฮุซัยน์ (อ) และขอให้ชาวกูฟะฮ์ตอบรับการเชิญชวนของอิมาม ด้วยเหตุนี้ เกสจึงถูกโยนลงมาจากหลังคาจวนข้าหลวงและถูกสับร่างเป็นชิ้นๆ โดยคำสั่งของอุบัยดุลลอฮ์และเป็นชะฮีดในที่สุด
ในระหว่างเส้นทางมักกะฮ์-กัรบะลา อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า
«فَاِنّي لا اَرَي المَوت اِلاّ سَعادَة وَلَا الحَياةَ مَع الظّالِمينَ اِلاّ بَرَماً»
“ฉันไม่เห็นว่าความตายคือสิ่งใดนอกจากความผาสุก และไม่เห็นว่าการอยู่ร่วมกับพวกกดขี่คือสิ่งใดนอกจากความอัปยศเท่านั้น”
สถานที่: คุซัยมียะฮ์
เวลา: ศุกร์ที่ ๑๘ เดือนซุลหิจญะฮ์ ปี ฮ.ศ. ๖๐
กองคาราวานของอิมามฮุซัยน์ (อ) ได้หยุดพัก ณ สถานที่แห่งนี้เป็นเวลาวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง กล่าวกันว่า “ซุฮัยร์ อิบนุ กัยน์” ได้เข้าร่วมเป็นผู้ช่วยเหลืออิมาม ณ สถานที่แห่งนี้เช่นกัน
อิมามได้กล่าวกับท่านหญิงซัยหนับ (อ) ว่า “น้องจ๋า สิ่งที่เป็นพระประสงค์ของอัลลอฮฺจะเป็นไปตามนั้น”
สถานที่: ซะรูด
เวลา: จันทร์ที่ ๒๑ เดือน ซุลหิจญะฮ์ ปี ฮ.ศ. ๖๐
“ซุฮัยร์ อิบนุ กัยน์” ซึ่งเป็นผู้ที่เคยมีหลักศรัทธาแบบอุษมาน ได้เดินทางไปทำหัจญ์ในปีดังกล่าวและกำลังเดินทางกลับกูฟะฮ์ สิ่งที่เขารังเกียจที่สุดในระหว่างการเดินทางได้แก่การหยุดพักในสถานที่เดียวกันกับอิมามฮุซัยน์ (อ) อิมามได้ส่งทูตไปเชิญซุฮัยร์มายังกระโจมของท่านแต่เขากลับรีรอ ภรรยาของเขาจึงกล่าวกับเขาว่า “ซุบหานัลลอฮ์ บุตรของศาสนทูตแห่งอัลลฮ์ได้เชิญท่านแต่ท่านกลับไม่ตอบรับ”
ซุฮัยร์ฝืนใจเดินไปหาอิมาม แต่เมื่อกลับออกมาจากกระโจมของอิมามร่องรอยแห่งความเบิกบานได้ปรากฏบนใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน เขาได้กล่าวกับผู้ร่วมทางว่า “ฉันจะเข้าร่วมกับฮุซัยน์ (อ) ใครที่ต้องการร่วมให้การช่วยเหลือบุตรของศาสดาก็จงมากับเรา ส่วนใครที่ไม่มากับเราฉันจะกล่าวลาเขา” ภรรยาของซุฮัยร์คืออีกผู้หนึ่งที่ร่วมเดินทางไปกับคาราวานของอิมามฮุซัยน์ (อ) จนถึงวันอาชูรอและการเป็นชะฮีดของซุฮัยร์
อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้กล่าวหลังจากซุฮัยร์เป็นชะฮีดว่า “ซุฮัยร์เอ๋ย ขออัลลอฮ์โปรดอย่าทรงทำให้ท่านห่างไกลจากความโปรดปรานและความเมตตาของพระองค์ และขอพระองค์ทรงโปรดสาปแช่งเหล่าฆาตกรที่สังหารท่านเฉกเช่นพวกที่ถูกสาปแช่งซึ่งถูกสาปให้กลายเป็นลิงและหมู”
สถานที่: ษะอฺละบียะฮ์
เวลา: อังคารที่ ๒๒ เดือนซุลหิจญะฮ์ ปี ฮ.ศ. ๖๐
อิมามฮุซัยน์ (อ) เดินทางมาถึงจุดพักการเดินทางนี้ในเวลาค่ำ และ ณ สถานที่นี้เองที่อิมามได้รับแจ้งข่าวการเป็นชะฮีดของ “มุสลิม อิบนุ อะกีล” และ “ฮานี อิบนุ อุรวะฮ์” ซึ่งอิมามได้กล่าวว่า “اِنّا لِلّه وَ اِنّا اِلَيهِ راجِعون – เราทุกคนล้วนมาจากอัลลอฮฺและจะกลับไปยังพระองค์ หลังจากบุคคลเหล่านี้แล้วการมีชีวิตอยู่ย่อมไม่มีคุณใดๆ” น้ำตาไหลอาบแก้มอิมามพร้อมๆ กับการร่ำไห้ของผู้ร่วมทาง
ผู้คนกลุ่มหนึ่งที่ร่วมทางมากับอิมามฮุซัยน์ (อ) ด้วยความอยากได้ทรัพย์สินและตำแหน่งในโลกนี้จึงได้แยกทางกับอิมามหลังจากได้ยินข่าวดังกล่าว
สถานที่: ซุบาละฮ์
เวลา: พุธที่ ๒๓ เดือนซุลหิจญะฮ์ ปี ฮ.ศ. ๖๐
อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้กล่าว ณ จุดพักการเดินทางนี้ว่า “ชีอะฮ์กูฟะฮ์ปล่อยให้เราไร้ผู้ช่วยเหลือ ผู้ใดในหมู่พวกท่านที่ต้องการก็สามารถกลับไปได้โดยไม่มีพันธะใดๆ กับฉัน”
อิมามได้ตอบคำถามแก่ชายผู้หนึ่งที่ถามท่านเกี่ยวกับโองการที่ว่า “يَومَ نَدعوا کُلَّ اُناسٍ بأِمامِهِم – วันที่เราจะเรียกทุกคนด้วยอิมามของพวกเขา” ว่า “ผู้นำหนึ่งเรียกร้องผู้คนไปสู่ทางที่ถูกต้องและผู้คนกลุ่มหนึ่งได้ตอบรับเขา ในขณะที่อีกผู้นำหนึ่งเรียกร้องผู้คนไปความหลงผิดและผู้คนกลุ่มหนึ่งก็ตอบรับเขา กลุ่มแรกจะพำนักในสวนสวรรค์ส่วนกลุ่มที่สองจะอยู่ในนรก”
สถานที่: บัฏนุลอะกอบะฮ์
เวลา: ศุกร์ที่ ๒๕ เดือนซุลหิจญะฮ์ ปี ฮ.ศ. ๖๐
ส่วนหนึ่งจากถ้อยคำของอิมามฮุซัยน์ (อ) ที่ได้กล่าวไว้ ณ จุดพักการดินทางนี้ “พวกบนีอุมัยยะฮ์จะไม่ยอมปล่อยฉันจนกว่าจะคร่าชีวิตของฉันได้ เมื่อใดที่พวกเขาทำสิ่งนี้ อัลลอฮฺจะทรงให้กลุ่มหนึ่งมีอำนาจปกครองพวกเขาซึ่งจะหยิบยื่นความต่ำต้อยและความสถุลแก่พวกเขา”
สถานที่: ชะรอฟ (และ ซูหุสัม)
เวลา: เสาร์ที่ ๒๖ เดือนซุลหิจญะฮ์ ปี ฮ.ศ. ๖๐
ณ จุดพักการเดินทางนี้ อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้สั่งให้เตรียมน้ำไว้มากๆ และออกเดินทางต่อในตอนรุ่งสาง เมื่อตะวันคล้อยอิมามได้พบกับทหารกองหนึ่งภายใต้การบังคับบัญชาของ “หุร” อิมามได้รีบรุดให้คาราวานของท่านหยุดพัก ณ “ซูหะสัม” ก่อนหน้ากองทหารศัตรู จากนั้นอิมามจึงสั่งให้ให้น้ำแก่กองทหารดังกล่าวรวมทั้งม้าของพวกเขาด้วย
หุรและกองทหารของเขาได้ร่วมนมาซซุฮร์และอัศริ์กับอิมามฮุซัยน์ (อ) จากนั้นอิมามจึงได้กล่าวกับกองทหารของหุรว่า “... เราอะฮ์ลุลบัยต์มีความเหมาะสมในเรื่องวิลายะฮ์และการปกครองพวกท่านมากกว่าพวกกล่าวอ้างที่ไม่ปฏิบัติไปตามความยุติธรรมและละเมิดสิทธิของพวกท่าน โอ้ประชาชนทั้งหลาย ฉันมิได้มายังพวกท่านนอกจากการที่พวกท่านได้เชิญฉันเท่านั้น ดังนั้น หากไม่ยินดีกับการมาของฉัน ฉันก็จะกลับไป”
หุรปฏิเสธคำขอของอิมามฮุซัยน์ (อ) อิมามจึงกล่าวว่า “ขอให้มารดาของเจ้าเสียใจกับเจ้าด้วยเถิด เจ้าต้องการอะไร?” หุรกล่าวว่า “ฉันได้รับคำสั่งให้นำตัวท่านไปยังอุบัยดุลลอฮ์ อิบนุ ซิยาด หากท่านไม่ตกลงตามนี้ อย่างน้อยที่สุดก็จงเลือกเส้นทางที่ไม่ใช่ทั้งกูฟะฮ์และมะดีนะฮ์เถิด”
อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่ง ณ จุดพักการเดินทางนี้ว่า “พวกท่านไม่เห็นดอกหรือว่าสัจธรรมมิได้ถูกปฏิบัติตามและความเท็จก็มิได้ถูกละทิ้ง ในสภาพเช่นนี้เหมาะสมกว่าที่ศรัทธาชนจะแสวงหาการได้พบกับพระผู้อภิบาล”
สถานที่: บัยเฎาะฮ์
เวลา: อาทิตย์ที่ ๒๗ เดือนซุลหิจญะฮ์ ปี ฮ.ศ. ๖๐
คาราวานของอิมามฮุซัยน์ (อ) และกองทหารของหุรซึ่งเคลื่อนตัวไปพร้อมๆ กันได้หยุดพัก ณ สถานที่แห่งนี้ อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้กล่าวกับกองทหารของหุรว่า “บนีอุมัยยะฮ์ดื้อดึงต่อการสวามิภักดิ์ต่ออัลลอฮฺและสร้างความเสื่อมเสียตามการบงการของมาร พวกเขาไม่นำเอากฏหมายของอัลลอฮฺมาปฏิบัติและได้สงวนทรัพย์สินบัยตุลมาลไว้สำหรับตนเองเท่านั้น พวกเขาอนุมัติสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้ามและห้ามสิ่งที่พระองค์ทรงอนุมัติ... พวกท่านส่งจดหมายถึงฉันว่าได้ให้สัตยาบันยอมรับฉันแล้ว ดังนั้น หากพวกท่านยืนกรานในสัตยาบันที่ให้ไว้กับฉัน ก็เท่ากับว่าพวกท่านได้ทำในสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลแล้ว เพราะฉันคือบุตรของธิดาของท่านศาสดา (ศ) และเป็นต้นแบบสำหรับพวกท่าน แต่หากพวกท่านทำลายสัตยาบันของตน ขอสาบานด้วยชีวิตของฉันว่ามันก็มิใช่เรื่องที่ไกลเกินความจริงเลย เพราะพวกท่านเคยทำลายสัตยาบันที่ให้ไว้กับบิดาของฉัน อะลี (อ), พี่ชายของฉัน ฮะซัน (อ) และลูกของลุงของฉัน มุสลิมมาแล้ว จงรู้ไว้เถิดว่าหากพวกท่านกระทำเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าพวกท่านได้ปล่อยความผาสุกของตนให้หลุดมือไป”
ณ จุดพักการเดินทางนี้ อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “โอ้ประชาชนทั้งหลาย ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ได้กล่าวว่า: ใครที่เห็นผู้ปกครองที่อธรรม ทำลายสัตยาบัน อนุมัติสิ่งต้องห้ามและต่อต้านแบบฉบับของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ แต่ไม่ลุกขึ้นต่อต้านผู้ปกครองดังกล่าว บุคคลผู้นั้นจะมีที่พำนักเดียวกันกับเขาในขุมนรก”
สถานที่: อุซัยบุลฮิญานาต
เวลา: จันทร์ที่ ๒๘ เดือนซุลหิจญะฮ์ ปี ฮ.ศ. ๖๐
ชาวกูฟะฮ์จำนวนหนึ่งได้เข้าพบท่านอิมามฮุซํยน์ (อ) พร้อมกับแจ้งถึงสถานการณ์ในเมืองกูฟะฮ์ว่า “คนใหญ่คนโตในกูฟะฮ์ถูกให้สินบนและตอนนี้พวกเขาล้วนเป็นศัตรูกับท่านทั้งสิ้น ส่วนชาวเมืองทั่วไปนั้นหัวใจของพวกเขาอยู่กับท่าน แต่พรุ่งนี้ดาบของพวกเขาจะเชือดเฉือนท่าน”
อิมามได้อ่านโองการกุรอานที่มีความว่า “ในหมู่ศรัทธาชนนั้น มีกลุ่มหนึ่งที่มั่นคงอยู่ในสัตยาบันของตนที่มีต่ออัลลอฮฺและได้ทำให้พันธสัญญาของตนสมบูรณ์และเป็นชะฮีดไปแล้ว และอีกกลุ่มหนึ่งกำลังรอคอยการเป็นชะฮีดอยู่...” (กุรอานบทอัลอะหฺซาบ โองการที่ ๒๓)
สถานที่: ก็อศร์ บะนี มุกอติล
เวลา: พุธที่ ๑ เดือนมุฮัรร็อม ปี ฮ.ศ. ๖๑
อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้ถามชาวกูฟะฮ์กลุ่มหนึ่งที่ตั้งกระโจมค่ายพักในจุดพักการเดินทางนี้อยู่ก่อนแล้วว่า “พวกท่านจะมาช่วยเหลือฉันหรือ?” พวกเขาส่วนหนึ่งกล่าวตอบว่า “จิตใจของเราไม่ยินดีที่จะตาย” และบ้างกล่าวว่า “เรามีภรรยาและลูกๆ มากมาย ทรัพย์สินของชาวบ้านจำนวนมากก็ถูกฝากไว้ให้เราดูแล นอกจากนั้นเรายังไม่รู้เลยว่าชะตากรรมของสงครามนี้จะเป็นอย่างไร ดังนั้น เราจึงพ้นภาระจากการช่วยเหลือท่าน”
อิมามฮุซัยน์ (อ) สั่งให้คนหนุ่มในกองคาราวานของท่านตระเตรียมน้ำและออกเดินทางต่อในเวลาค่ำ
อิมามได้กล่าวกับ อุบัยดุลลอฮ์ ญุอฺฟีย์ ว่า “หากเจ้าไม่ช่วยเหลือเรา ก็จงเกรงกลัวอัลลอฮฺและจงเกรงกลัวจากการที่เจ้าจะกลายเป็นผู้หนึ่งในกลุ่มคนที่ทำสงครามกับเรา ขอสาบานดวยอัลลอฮ์ว่าหากผู้ใดได้ยินเสียงป่าวร้องของเราแต่กลับไม่ช่วยเหลือเราแล้ว อัลลอฮ์จะทรงคว่ำหน้าเขาลงไปในไฟนรก”
สถานที่: นัยนะวา (และ กัรบะลา)
เวลา: พฤหัสบดีที่ ๒ เดือนมุฮัรร็อม ปี ฮ.ศ. ๖๑
นัยนะวาคือทะเลทรายที่ปราศจากน้ำ ต้นไม้และที่หลบภัยซึ่งหุรได้รับคำสั่งให้ต้อนกองคาราวานของอิมามฮุซัยน์ (อ) เข้ามาในบริเวณนี้ แต่อิมามยังคงเคลื่อนกองคาราวานต่อไปเพื่อหาที่พักที่เหมาะสมกว่าจนกระทั่งไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง อิมามได้เอ่ยปากถามถึงชื่อของสถานที่แห่งนั้น ทันทีที่ได้ยินชื่อ “กัรบะลา” อิมามจึงร้องไห้และกล่าวว่า “(หยุดการเดินทางและ) ลงจากพาหนะ ที่นี่คือสถานที่หลั่งเลือดพวกเรา และเป็นสุสานของพวกเรา ที่นี่แหละที่สุสานของเราจะได้รับการเยี่ยมเยียน และคุณตาของฉัน ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺได้สัญญาไว้เช่นนั้น”
อุบัยดุลลอฮ์ อิบนุ ซิยาด ได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงอิมามฮุซัยน์ (อ) ว่า “ฉันได้ข่าวการเดินทางมาถึงกัรบะลาของเจ้าแล้ว ฉันได้รับคำสั่งจากยะซีด อิบนุ มุอาวียะฮ์ ให้สังหารเจ้าหรือไม่ก็จงยอมรับอำนาจปกครองของฉันและของยะซีด อิบนุ มุอาวียะฮ์เสีย วัสลาม” อิมามฮุซัยน์ (อ) กล่าวว่า “จดหมายฉบับนี้ไม่มีคำตอบ เพราะการลงโทษของอัลลอฮฺเป็นสิ่งจำเป็นและจะเกิดขึ้นกับอุบัยดุลลอฮ์อย่างแน่นอน”
เมื่ออิมามฮุซัยน์ (อ) อ่านจดหมายของอิบนุ ซิยาด ท่านได้กล่าวว่า “กลุ่มชนที่ซื้อความพอใจของผู้คนด้วยกับความกริ้วของพระผู้อภิบาลนั้นย่อมไม่รอดพ้น”
สถานที่: กัรบะลา
เวลา: ศุกร์ที่ ๓ เดือนมุฮัรร็อม ปี ฮ.ศ. ๖๑
อุมัร อิบนุ สะอัด กับกองทหาร ๔๐๐๐ นายจากเมืองกูฟะฮ์เดินทัพมาถึงกัรบะลา
เมื่ออิมามอุซัยน์ (อ) เข้าสู่แผ่นดินกัรบะลาท่านได้กล่าวว่า “มนุษย์คือบ่าวของโลกนี้ และศาสนาของพวกเขาเป็นเพียงคำพูดที่ปลายลิ้นเท่านั้น พวกเขายังคงมีศาสนาตราบที่ชีวิตของพวกเขาดำเนินไปได้ แต่เมื่อใดที่การทดสอบเกิดขึ้น การมีศาสนาจะเหลืออยู่น้อยมาก”
สถานที่: กัรบะลา
เวลา: เสาร์ที่ ๔ เดือนมุฮัรร็อม ปี ฮ.ศ. ๖๑
อุบัยดุลลอฮ์ อิบนุ ซิยาด ได้กล่าวกับประชาชนในมัสญิดว่า “ประชาชนทั้งหลาย พวกท่านได้ทดสอบวงศ์วานของอบูสุฟยานและได้รับในสิ่งที่ต้องการแล้ว พวกท่านรู้จักยะซีดดีว่าเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมและแบบปฏิบัติอันดีงามในการปฏิบัติดีต่อผู้อยู่ใต้ปกครอง และการหยิบยื่นให้ของเขาก็ถูกต้องเหมาะสม บัดนี้ ยะซีดได้บัญชาให้ฉันแจกจ่ายเงินแก่พวกท่าน และส่งพวกท่านไปรบกับฮุซัยน์ ศัตรูของเขา”
ชิมร์ อิบนุ ซิลเญาชัน กับทหาร ๔๐๐๐ นาย, ยะซีด อิบนุ ริกอบ กับทหาร ๒๐๐๐ นาย, หะศีน อิบนุ นุมัยร์ กับทหาร ๔๐๐๐ นาย, มะฎอยิร อิบนุ ร่อฮียะฮ์ กับทหาร ๓๐๐๐ และ นัศร์ อิบนุ หัรชะฮ์ กับทหาร ๒๐๐๐ นาย ได้ประกาศความพร้อมในการรบกับอิมามฮุซัยน์ (อ) แล้วทั้งหมดจึงเริ่มเคลื่อนทัพไปยังกัรบะลา
อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้กล่าวตอบ “เกส อิบนุ อัชอัษ” ที่แนะนำให้อิมามให้สัตยาบันยอมรับยะซีดว่า “ไม่ ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ว่าฉันจะไม่วางมือของฉันลงบนมือของพวกเขาอย่างต่ำต้อย และฉันก็จะไม่หนีไปจากเวทีของการต่อสู้กับพวกเขาเยี่ยงทาสอย่างแน่นอน”
สถานที่: กัรบะลา
เวลา: อาทิตย์ที ๕ เดือนมุฮัรร็อม ปี ฮ.ศ. ๖๑
กองกำลังที่กระจัดกระจายอยู่ในเมืองกูฟะฮ์ค่อยๆ รวมตัวกันและเข้าร่วมสมทบกับกองทัพของอุมัร อิบนุ สะอัด
อุบัยดุลลอฮ์ได้มอบหมายให้ทหารกลุ่มหนึ่งปิดเส้นทางไปยังกัรบะลาเพื่อสะกัดกั้นผู้คนที่ออกจากเมืองกูฟะฮ์ด้วยเจตนาช่วยเหลืออิมามฮุซัยน์ (อ)
ในขณะที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งได้หลบหนีออกจากกองทัพในระหว่างทางเนื่องจากรู้ว่าการทำสงครามกับอิมามฮุซัยน์ (อ) เท่ากับทำสงครามกับอัลลอฮฺและท่านศาสดานั่นเอง
ในตอนหนึ่งอิมามฮุซัยน์ (อ) ได้กล่าวกับกองทัพศัตรูว่า “ช่างห่างไกลเสียนี่กระไร เราจะไม่ยอมมอบตนให้กับความต่ำต้อย อัลลอฮ์ ศาสดา และศรัทธาชนไม่ปรารถนาความต่ำต้อยสำหรับเรา ตักอันบริสุทธิ์ที่ได้อบรมเลี้ยงดูเรามา และศีรษะที่เต็มไปด้วยอารมย์ความรู้สึก รวมทั้งเหล่าชายชาตรีย่อมจะไม่เห็นการสวามิภักดิ์ต่อพวกสถุลดีไปกว่าการถูกสังหารเยี่ยงลูกผู้ชาย”
สถานที่: กัรบะลา
เวลา: จันทร์ที ๖ เดือนมุฮัรร็อม ปี ฮ.ศ. ๖๑
หะบีบ อิบนุ มะซอฮิร ได้ขออนุญาติอิมามฮุซัยน์ (อ) ไปขอความช่วยเหลือจากเผ่า “บนีอะสัด” ซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกนั้น อิมามอนุญาติ หะบีบจึงเดินทางไปหาพวกเขาพร้อมกับกล่าวว่า “วันนี้พวกท่านจงปฏิบัติตามฉันและจงรีบรุดไปช่วยเหลือฮุซัยน์เถิด เพื่อเกียรติแห่งโลกนี้และปรโลกจะได้เป็นของพวกท่าน”
ผู้คนจากเผ่าบนีอะสัด ๙๐ คนได้เข้าร่วมกับหะบีบ แต่ในระหว่างทางต้องเผชิญหน้ากับกองทัพของอุมัร อิบนุ สะอัด และเนื่องจากไม่สามารถทัดทานได้จึงแตกพ่ายและย้อนกลับไป หะบีบนำเหตุการณ์ดังกล่าวไปเรียนให้อิมามฮุซัยน์ (อ) ทราบ ท่านได้กล่าวว่า “لا حَولَ وَلا قُوَّةَ اِلاّ بِاللهِ”
อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้ส่งจดหมายฉบับหนึ่งถึงน้องชายคือมุฮัมมัด อิบนุ หะนีฟะฮ์ และบรรดาบนีฮาชิมซึ่งมีใจความตอนหนึ่งว่า “ราวกับว่าโลกนี้ (ซึ่งไร้ค่าและไม่จีรัง) ไม่มีอยู่เลยกระนั้น และปรโลกจีรังและคงอยู่ตลอดกาล”
สถานที่: กัรบะลา
เวลา: อังคารที ๗ เดือนมุฮัรร็อม ปี ฮ.ศ. ๖๑
จำนวนทหารรับจ้างของรัฐเถื่อนบนีอุมัยยะฮ์ที่พร้อมจะทำสงครามกับอิมามฮุซัยน์ (อ) ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าสามหมื่นนาย
อุมัร อิบนุ สะอัด ได้รับจดหมายจากอุบัยดุลลอฮ์ซึ่งมีเนื้อความว่า: จงจัดกองกำลังไปขวางกั้นระหว่างฮุซัยน์และสหายของเขากับแม่น้ำฟุรอตโดยไม่ให้น้ำสักหยดหนึ่งถึงมือฮุซัยน์ได้
อุมัร อิบนุ สะอัดจึงได้ตรึงทหารม้าจำนวน ๕๐๐ นายไว้ริมท่าน้ำฟุรอต ทหารนายหนึ่งได้ร้องตะโกนขึ้นว่า “ฮุซัยน์เอ๋ย ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺว่าเจ้าจะไม่มีทางได้ดื่มน้ำนี้จนกระทั่งตายเพราะความกระหาย”
อิมามฮุซัยน์ (อ) กล่าวว่า “ข้าแด่อัลลอฮ์ โปรดทรงคร่าชีวิตเขาด้วยกับความกระหาย และขออย่าได้ทรงให้เขาได้รับอานิสงก์จากพระเมตตาของพระองค์เลย”
อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้สาปแช่งกองทหารของศัตรูว่า “ข้าแด่อัลลอฮ์ ขอได้โปรดทรงหักห้ามฝนแห่งฟากฟ้าจากพวกเขา โปรดทรงนำความอัตคัดและความแห้งแล้งมายังพวกเขา และโปรดทรงตั้งให้บ่าวผู้เลวร้ายผู้นั้น (หมายถึง หัจญาจ อิบนุ ยูสุฟ) มีอำนาจเหนือพวกเขาเพื่อเขาจะได้หยิบยื่นจอกยาพิษให้พวกเขาได้ลิ้มรส เพราะพวกเขาโกหกหลอกลวงเราและทำลายเกียรติของเรา และขออัลลอฮ์ทรงโปรดแก้แค้นแทนฉัน มิตรสหาย ครอบครัว และชีอะฮ์ของฉันด้วยเถิด”
สถานที่: กัรบะลา
เวลา: พุธที ๘ เดือนมุฮัรร็อม ปี ฮ.ศ. ๖๑
ความกระหายได้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะในกระโจมค่ายพักของกองคาราวานอิมามฮุซัยน์ (อ) อิมามได้ส่ง “อับบาส” น้องชายของท่านพร้อมกับสหายจำนวนหนึ่งออกไปฝ่าด่านของศัตรูและนำน้ำกลับมายังค่ายพักได้สำเร็จ
ในการพบกันระหว่างอิมามฮุซัยน์ (อ) และอุมัร อิบนุ สะอัด ท่านอิมามได้กล่าวว่า “โอ้บุตรของสะอัดเอ๋ย เจ้าจะสู้รบปรบมือกับฉันและไม่เกรงกลัวอัลลอฮ์ดอกหรือ?” อิบนุ สะอัดกล่าว่า “หากข้าแยกตัวออกจากกลุ่มชนนี้ พวกเขาจะทำลายบ้านเรือนของข้าและยึดทรัพย์สินของข้า และข้าหวาดกลัวความโกรธของอิบนุซิยาดที่จะมีผลต่อครอบครัวของข้า”
อิมามฮุซัยน์ (อ) กล่าวว่า “ชะตากรรมของเจ้าจะเป็นอย่างไร? ในไม่ช้านี้อัลลอฮฺจะทรงปลิดชีวิตของเจ้าและจะไม่ทรงอภัยแก่เจ้าในปรโลก... เจ้าคิดไปเองว่าจะได้ปกครองเมืองเรย์และโฆรฆอนกระนั้นหรือ ? ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ว่าเจ้าจะไม่มีวันสมหวังเป็นอันขาด”
อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้กล่าวกับสหายของท่านว่า “โอ้ผู้มีชาติตระกูลอันสูงส่งทั้งหลาย จงอดทนเถิด เพราะความตายมิใช่อื่นใดนอกจากสะพานที่ทำให้พวกท่านสามารถข้ามพ้นความทุกข์ยากลำบากไปสู่สวนสวรรค์อันกว้างไพศาลและความโปรดปรานอันเป็นนิรันดร์”
สถานที่: กัรบะลา
เวลา: พฤหัสบดีที ๙ เดือนมุฮัรร็อม ปี ฮ.ศ. ๖๑
ชิมร์ได้ไปยังหน้าค่ายพักของกองคาราวานอิมามฮุซัยน์ (อ) ร้องเรียกท่านอับบาสและลูกคนอื่นๆ ของอุมมุลบะนีนพร้อมกับกล่าวว่า “ฉันนำจดหมายคุ้มครองความปลอดภัยจากอุบัยดุลลอฮ์มาให้พวกเจ้า” พวกเขากล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ขออัลลอฮ์ทรงสาปแช่งเจ้าและจดหมายคุ้มครองของเจ้าเถิด เราปลอดภัยโดยที่บุตรของธิดาของท่านศาสดาไม่มีความปลอดภัยกระนั้นหรือ?”
อิมามฮุซัยน์ (อ) ขอประวิงเวลาการเริ่มรบไปอีกหนึ่งคืนโดยการเจรจาของท่านอับบาสเพื่อทำนมาซ วิงวอนต่ออัลลอฮฺและอ่านกุรอาน
อิมามสั่งให้ขุดหลุมเพลาะเป็นแนวยาวตลอดด้านข้างและด้านหลังของค่ายพักเพื่อตั้งรับการโจมตีทีเผลอและบังคับให้ศัตรูโจมตีทางด้านหน้าได้เพียงด้านเดียว อิมามได้จัดให้มิตรสหายจำนวนหนึ่งประจำการอยู่ตลอดแนวหลุมเพลาะดังกล่าว
ในตอนหนึ่งอิมมฮุซัยน์ (อ) ได้กล่าวกับศัตรูว่า “อนิจจา พวกเจ้าช่างประสบกับความเสียหายเสียนี่กระไรหากพวกเจ้าได้ยินเสียงของฉัน ฉันเรียกร้องพวกเจ้าสู่ทางที่ถูกต้อง แต่พวกเจ้ากลับไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งใดๆ ของฉันเลย เพราะท้องของพวกเจ้าเต็มไปด้วยสิ่งต้องห้าม และตราแห่งความโชคร้ายได้ถูกประทับลงบนหัวใจของพวกเจ้า”
สถานที่: กัรบะลา
เวลา: ศุกร์ที ๑๐ เดือนมุฮัรร็อม ปี ฮ.ศ. ๖๑
หลังจากนมาซศุบห์กับสหาย อิมามฮุซัยน์ (อ) ได้กล่าวกับพวกเขาว่า “อัลลอฮ์ได้ทรงบัญชาการเป็นชะฮีดของฉันและของพวกท่าน ขอให้ท่านทั้งหลายจงอดทนและอดกลั้นเถิด”
อิมามได้ตั้งให้ “ซุฮัยร์ อิบนุ กัยน์” เป็นแม่ทัพปีกขวา และให้ “หะบีบ อิบนุ มะซอฮิร” เป็นแม่ทัพปีกซ้าย และให้ท่านอับบาส น้องชายเป็นผู้ถือธงรบ แม้ว่ากองทัพศัตรูจะเข้าประชิดค่ายพักของฝ่ายอิมาม แต่อิมามก็มิได้ยิงธนูเข้าใส่ศัตรูเลยแม้แต่ดอกเดียว เนื่องจากท่านไม่ต้องการเป็นผู้เริ่มสงครามกับพวกเขา
อุมัร อิบนุ สะอัดยิงธนูดอกหนึ่งเข้าใส่สหายของอิมามฮุซัยน์ (อ) พร้อมกับร้องตะโกนว่า “จงเป็นพะยานด้วยว่าข้าเป็นคนแรกที่ยิงธนูเข้าใส่กองทหารของฮุซัยน์” หลังจากนั้นทหารของอุมัร อิบนุ สะอัดจึงระดมกันยิงธนูเข้าใส่มิตรสหายของอิมามฮุซัยน์ (อ) จากทุกสารทิศ อิมามได้กล่าวว่า “สหายของฉันเอ๋ย จงลุกขึ้นและรีบรุดไปสู่การพลีชีพเถิด อัลลอฮฺจะทรงอภัยพวกท่าน”
ในการจู่โจมครั้งแรก สหายของอิมามเป็นชะฮีดไปจำนวนสี่คน หลังจากนั้นสหายที่เหลืออยู่จึงออกไปสู่สนามรบทีละคนๆ และทั้งหมดได้เป็นชะฮีดในที่สุด หลังจากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของบนีฮาชิมในการปกป้องอิสลามและครอบครัวของท่านศาสดาซึ่งพวกเขาก็เช่นกันล้วนได้ลิ้มรสชะฮาดะฮ์ทั้งสิ้น
อิมามฮุซัยน์ (อ) ซึ่งเหลืออยู่เพียงลำพังแล้ว ได้มองดูเรือนร่างอันบริสุทธิ์ของบรรดาชะฮีดและร้องเรียกพวกเขา ท่านอิมามได้มายังค่ายพักของครอบครัวเพื่อกล่าวอำลาเป็นครั้งสุดท้าย
การต่อสู้ได้เริ่มขึ้นโดยศัตรูได้ล้อมอิมามไว้ทุกด้าน ทันใดนั้น ธนูสามแฉกได้พุ่งมาปักตรงหัวใจของอิมาม อิมามล้มลงกับพื้นและวิญญาณอันบริสุทธิ์ของท่านได้กลับไปยังพระผู้อภิบาลในสภาพที่ธนูและหอกได้ทิ้งร่องรอยและบาดแผลไว้นับร้อยบนเรือนร่างของท่าน เรียงกรีดร้องของสตรี เด็กๆ และแม้แต่ทวยเทพแห่งฟากฟ้าได้ดังก้องท้องทะเลทรายกัรบะลา
«و سَيَعلَمُ الَّذينَ ظَلَموا اَيَّ مُنقَلَبٍ يَنقَلِبُونَ»
ผู้ชม 238 ครั้ง so far.
เนื้อหาล่าสุดจาก Saleh
- ศาสดามุฮัมมัด (ศ) ในมุมมองของอิมามคอเมเนอี โพสต์เมื่อ จันทร์, 08 มีนาคม 2010
- ผู้นำ, บรรทัดฐานและเสาหลักในการบรรลุสู่อุดมการณ์อันสูงส่งของรัฐอิสลาม โพสต์เมื่อ เสาร์, 27 กุมภาพันธ์ 2010
- รัฐอิสลาม, อดีต ปัจจุบัน อนาคต โพสต์เมื่อ ศุกร์, 26 กุมภาพันธ์ 2010
- อาชูรอกับวันนี้ โพสต์เมื่อ เสาร์, 16 มกราคม 2010
- ตามรอยคาราวานอิมามฮุซัยน์ (อ) โพสต์เมื่อ พฤหัสบดี, 14 มกราคม 2010
- อาหารจากบัยตุลมาล โพสต์เมื่อ เสาร์, 09 มกราคม 2010
- สุนทรพจน์ท่านผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติในวันอีดเฆาะดีร ปี ๑๔๓๐ โพสต์เมื่อ พุธ, 09 ธันวาคม 2009
- สาส์นของท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านถึงฮุจญาจ ปี ๑๔๓๐ โพสต์เมื่อ พฤหัสบดี, 03 ธันวาคม 2009
- ความตระหนี่มิใช่สิ่งไม่ดีเสมอไป โพสต์เมื่อ พุธ, 25 พฤศจิกายน 2009
- มารู้จักอวัยวะในร่างกายของเราที่ทำบาปมากที่สุดกันเถิด โพสต์เมื่อ จันทร์, 23 พฤศจิกายน 2009
More articles by this author












