Wednesday, Sep 08th

อัพเดตล่าสุด:07:05:01 PM GMT

หัวข้อข่าว:
คุณอยู่ที่นี่: ข่าว เปิดมุมโลก มุฟตีย์วะฮาบีย์หัวแข็ง ตายแล้ว

มุฟตีย์วะฮาบีย์หัวแข็ง ตายแล้ว

E-mailE-mail this to a friend พิมพ์Printable version

มุฟตีย์วะฮาบีย์หัวแข็ง ตายแล้ว

ในสงคราม 33 วันที่หิซบุลลอฮฺแห่งเลบานอนห้ำหั่นกับยิวไซออนิสต์อิสราเอล ชัยค์อับดุลลอฮฺ อิบนุญับรัยน์ ผู้นี้เองที่ประกาศคำฟัตวาว่า “การดุอาอ์ให้หิซบุลลอฮฺประสบชัยชนะ ถือเป็นสิ่งหะรอม – ต้องห้าม !”

Shia-news และ shia-online อ้างแหล่งข่าวจากเวปไซต์ทางการของชัยค์อับดุลลอฮฺ บินอับดุรฺเราะหฺมาน บินญับรัยน์ ว่ามุฟตีย์วะฮาบีย์แห่งราชสำนักซาอุดี้ฯ วัย 78 ปี ผู้นี้ได้เสียชีวิตเมื่อบ่ายวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

มุฟตีย์ระดับหัวกะทิของลัทธิวะฮาบีย์แห่งราชสำนักซาอุดี้ฯ ผู้นี้คือผู้ที่ฟัตวาแบบก้าวร้าวว่าชีอะฮฺเป็นกาฟิรฺ และเป็นระดับหัวโจกที่พยายามยุแยงตะแคงรั่วให้เข่นฆ่าสังหารพี่น้องมุสลิมชาวอิรักจมอยู่ใต้กองเลือดมานับไม่ถ้วนนั่นเอง

นอกจากนี้ มุฟตีย์สุดโต่งผู้นี้ยังออกคำฟัตวาให้ระเบิดทำลายหะร็อมของบรรดาอิมามมะอฺศูมีน (อลัยฮิสลาม) ที่เป็นทายาทผู้สืบเชื้อสายมาจากท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะอาลิฮฺ) ซึ่งลูกสมุนที่จงรักภักดีแบบหูหนวกตาบอดของหัวหน้าใหญ่ก็ได้สนองตอบคำฟัตวาด้วยการระเบิดทำลายหะร็อมท่านอิมามอะลี อัลฮาดีย์ และอิมามหะสัน อัสกะรีย์ หรือที่รู้จักกันในนามหะร็อมอัสกะรียัยน์ (อลัยฮิมุสลาม) ที่เมืองสามิรฺรอ จนพังราบเป็นหน้ากลองเมื่อไม่นานมานี้

นอกจากนี้ ในสงคราม 33 วันที่หิซบุลลอฮฺแห่งเลบานอนห้ำหั่นกับยิวไซออนิสต์อิสราเอล ชัยค์อับดุลลอฮฺ อิบนุญับรัยน์ ผู้นี้ยังได้ออกคำฟัตวาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2006 ว่า “การดุอาอ์ให้หิซบุลลอฮฺประสบชัยชนะ ตลอดจนสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือต่อหิซบุลลอฮฺเลบานอน ถือเป็นสิ่งหะรอม – ต้องห้าม !” นอกจากนี้ คำฟัตวาดังกล่าวยังช่วยกระตุ้นให้รัฐบาลทรราชซาอุดี้ฯ มีท่าทีแข็งกร้าวกับหิซบุลลอฮฺ และหันไปให้การสนับสนุนกองทัพยิวไซออนิสต์อย่างสุดลิ่มทิ่มประโตโดยไม่มีการปิดบังอำพรางอีกต่อไป

รายงานข่าวกล่าวว่า ชัยค์บินญับรัยน์ได้เดินทางไปรักษาอาการป่วยที่เยอรมันเมื่อ 3 เดือนก่อน หลังจากนั้นได้ถูกทนายฝ่ายชีอะฮฺแจ้งข้อหาว่าเขาสร้างฟิตนะฮฺ ฟัตวาว่าชีอะฮฺเป็นกาฟิรฺ และยังปลุกปั่นยุยง ปลุกระดมให้สมุนร่วมกันเข่นฆ่าสังหารชาวชีอะฮฺ แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลซาอุดี้ฯ ได้แอบเจรจาอย่างลับ ๆ กับเจ้าหน้าที่รัฐบาลเยอรมัน ทำให้เขาต้องรีบเดินทางกลับประเทศ และจบชีวิตที่นั่นในที่สุด

อนึ่ง นายกายโด เอชเตนเบิร์ก นักบูรพคดีชาวเยอรมันจากสถาบันศึกษาและการเมืองแห่งเบอร์ลิน ผู้มีความสันทัดในปัญหาตะวันออกกลาง ได้กล่าวถึงมุฟตีย์ผู้นี้ว่า “ผลพวงจากระบบการศึกษาที่สอนให้คนเหยียดผิว (เหยียดศาสนา) ของพวกวะฮาบีย์ที่ถือว่าชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มอื่นที่มีความเชื่อไม่เหมือนกับตนล้วน “มุรฺตัด” (ตกศาสนา) และมีสิทธิฆ่าได้ เพราะคนเหล่านี้ได้หันไปจากอิสลามที่แท้จริงอย่างไกลลิบ ถ้าแนวคิดของ “นายบินญับรัยน์” แพร่ระบาดในเยอรมัน รับประกันว่าหน่วยสืบราชการลับจะต้องเนรเทศออกนอกอาณาเขตอย่างแน่นอน หรืออย่างน้อยที่สุด ศาลสูงเยอรมันจะต้องพิพากษาลงโทษฐานสร้างฟิตนะฮฺก่อวิกฤติในหมู่ประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัย

กล่าวกันว่า “อับดุลลอฮฺ บินญับรัยน์” เคยยกย่องชมเชย “อุสามะฮฺ บินลาดิน” หัวหน้าขบวนการก่อการร้ายอัลกออิดะฮฺ และเรียกร้องให้เขาต่อสู้กับแนวทางที่ไม่ยอมรับลัทธิวะฮาบีย์ นอกจากนี้ คำฟัตวาของบินญับรัยน์ ยังมีผลทำให้สมุนที่รับแนวความคิดผิด ๆ เช่นนี้เข้าไปก่อการร้ายด้วยการลอบวางระเบิดจนทำให้ชาวเมืองอิรักผู้บริสุทธิ์ต้องถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมทารุณไปเป็นจำนวนมาก


ที่มา: http://shia-online.ir/article.asp?id=6286&cat=1