Sunday, Aug 01st

อัพเดตล่าสุด:07:05:01 PM GMT

หัวข้อข่าว:
คุณอยู่ที่นี่: การเมืองกับสังคม วิสัยทัศน์ คุฏบะฮฺประวัติศาสตร์ของท่านผู้นำการปฏิวัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งในอิหร่าน

คุฏบะฮฺประวัติศาสตร์ของท่านผู้นำการปฏิวัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งในอิหร่าน

E-mailE-mail this to a friend พิมพ์Printable version

นมาซวันศุกร์ภายใต้การนำของท่านผู้นำปฏิวัติอิสลาม อายะตุลลอฮฺสัยยิดอะลี คอเมเนอีย์ ที่มหาวิทยาลัยเตหะราน เมื่อวันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2009 ที่กินเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยมีประชาชนชาวอิหร่านเข้าร่วมนมาซและร่วมให้สัตยาบันต่อท่านผู้นำและการปฏิวัติอิสลามจำนวนหลายล้านคน

ได้พิสูจน์ให้ชาวโลกได้ประจักษ์ถึงความโดดเด่นของผู้นำที่เต็มไปด้วยวิทยปัญญา - บิดาทางจิตวิญญาณของศรัทธาชนในยุคที่ท่านอิมามมะฮฺดีย์ (อัจญะลัลลอฮฺฟะเราะญะฮุจชะรีฟ) ยังไม่ปรากฏ นอกจากจะเพิ่มดีกรีความรักความมั่นใจในความเป็นผู้นำของท่านให้กับศรัทธาชนยิ่งขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความเกลียดชังให้กับศัตรูที่มีหัวใจมืดบอดอีกด้วย และนอกจากคำเทศนาครั้งนี้จะสามารถดับกระแสไฟฟิตนะฮฺที่ลุกโชนภายในประเทศแล้ว ยังสามารถทำลายความหวังร้ายของเหล่าศัตรูรัฐอิสลามให้พังครืนในบัดดลอีกด้วย

อนึ่ง การคุฏบะฮฺครั้งนี้ มีการถ่ายทอดสดจากสถานีโทรทัศน์หลายช่องทั้งของอิหร่านและของต่างชาติเผยแพร่พร้อม ๆ กันไปทั่วโลก เช่น สถานีโทรทัศน์อัลอาลัม , อัลเกาษัรฺ , อัลอะเราะบียะฮฺ และอัลญะซีเราะฮฺ เป็นต้น

หมายเหตุ :- ส่วนที่เป็นฟอนท์สีแดงตัวอักษรหนา ส่วนใหญ่จะหมายถึงช่วงที่ประชาชนพึงพอใจและกล่าวตักบีรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ

 

ในขณะที่ท่านผู้นำเดินเข้าสู่สถานที่นมาซ ประชาชนได้กู่ก้องร้องตะโกนคำขวัญ :-

“ขออุทิศโลหิตในเส้นเลือด เป็นของขวัญแด่ผู้นำของเรา” ,

“กองทัพนี้เดินทางมาเพราะความรักท่านผู้นำ” ,

“ลับบัยกะ ยา คอเมเนอีย์ คือลับบัยกะ ยา หุสัยน์” (การตอบคำเรียกร้องคอเมเนอีย์ คือการตอบคำเรียกร้องของหุสัยน์),

“เราพร้อมแล้ว ขอเพียงคอเมเนอีย์ประกาศญิฮาด”

นอกจากนี้ ประชาชนได้กล่าวแสดงความรักความผูกพันอย่างสุดซึ้งต่อท่านผู้นำเป็นเวลายาวนาน ก่อนที่ท่านจะเริ่มอ่านคุฏบะฮฺ (เทศนา)

ท่านผู้นำได้ชี้ให้เห็นถึงวิกฤติ - อุปสรรคปัญหานานัปการที่ถาโถมสู่รัฐอิสลามตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา

ทว่า นาวาแห่งการปฏิวัติที่แล่นอยู่ในมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยคลื่นลมและมรสุมร้ายไม่เคยประสบกับความอัปปาง

สิ่งนี้บ่งชี้ถึงความกรุณาปรานีอันหาที่เปรียบมิได้ของพระผู้เป็นเจ้า

ดังนั้น ขอให้ประชาชนช่วยกันพิทักษ์รักษาความโปรดปรานนี้ให้คงอยู่อย่างสถาพร

ท่านผู้นำยังย้ำเตือนว่า จงอย่าให้ทัศนะทางการเมืองที่แตกต่างกันกลายเป็นเงื่อนไขให้เราต้องหลงลืมพระองค์

จงอย่าให้ความไม่ลงรอยกันทำให้เราลืมอุดมการณ์และเป้าหมายจนไม่รู้ว่าจะเดินไปสู่ทิศทางใด ?

และจะไปอย่างไร ?

ประชาชนของเราเป็นผู้มีศรัทธามั่น แม้กระทั่งผู้คนที่ดูผิวเผิน ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น ทว่า ภายในหัวใจของพวกเขากลับมีศรัทธาที่มั่นคง


ในคุฏบะฮฺแรก ท่านผู้นำได้เรียกร้องเชิญชวนให้ประชาชนมีความตักวา – ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ เตือนให้ระมัดระวังคำสั่งใช้ของพระองค์ และพยายามขัดเกลาตัวตนให้ผ่องแผ้วอยู่เสมอ

ในคุฏบะฮฺที่สอง ท่านผู้นำได้เข้าสู่ประเด็นการเมืองที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ว่า

“ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงคน 3 กลุ่มต่อไปนี้คือ :-

ลำดับแรก ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงประชาชนผู้มีเกียรติของเรา

ลำดับที่สอง ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงนักการเมือง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสี่ท่าน ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเลือกตั้งครั้งนี้

ลำดับสุดท้าย ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงเหล่าผู้นำประเทศมหาอำนาจและสื่อสารมวลชนที่ขึ้นตรงกับพวกเขาทั้งหมด


สำหรับประชาชนผู้มีเกียรติชาวอิหร่าน

ประเด็นแรกเกี่ยวกับประชาชนผู้มีเกียรติที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงก็คือ ท่านทั้งหลายคู่ควรต่อการยกย่องเทอดทูนและคู่ควรต่อการกล่าวคำขอบคุณ

ข้าพเจ้าไม่ชอบที่จะกล่าวกับคู่สนทนาเกินเลยไปจากความเป็นจริง

แต่สำหรับในครั้งนี้ ไม่ว่าข้าพเจ้าจะกล่าวเช่นไร ก็คงไม่มีข้อตำหนิ เพราะพวกท่านได้ปฏิบัติภารกิจที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ

การเลือกตั้งเมื่อวันศุกร์ที่ 22 โครฺดอด (12 มิถุนายน 2009) เป็นการสำแดงพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่กลั่นออกมาจากจิตใจของประชาชนในการกำหนดชะตากรรมของประเทศ

คนหนุ่มคนสาวที่เป็นชนรุ่นใหม่ของเรามีความตื่นตัวทางการเมือง เสมือนที่ชนรุ่นแรกของการปฏิวัติได้เคยสำแดง

เพียงแต่มีข้อแตกต่างตรงที่ในช่วงแรกของการปฏิวัติและทำสงครามกับอิรักนั้น เต็มไปด้วยความคุกรุ่นและผูกพันกับการปฏิวัติและสงคราม

ทว่า บัดนี้ สิ่งเหล่านั้นได้อันตรธานหายไปแล้ว ถึงกระนั้น จิตสำนึกและความรับผิดชอบที่ทรงคุณค่าของประชาชนก็ยังคงมีต่อประเทศชาติและการปฏิวัติอย่างไม่เสื่อมคลาย

 

การเลือกตั้งในครั้งนี้ คือแผ่นดินไหวทางการเมืองสำหรับศัตรูของพวกท่าน !

ทว่า เป็นการเฉลิมฉลองครั้งประวัติศาสตร์สำหรับมวลมิตรของพวกท่าน

เป็นการให้สัตยาบันกับท่านอิมามและการปฏิวัติอีกคำรบหนึ่ง

เป็นการเปิดโอกาสให้ลมหายใจครั้งใหม่เข้ามา

และให้นาวาแห่งรัฐอิสลามได้ขับเคลื่อนก้าวไปอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง

การเลือกตั้งที่อยู่บนบรรทัดฐานแห่งเสียงของปวงชนที่ยึดมั่นในศาสนา (ประชาธิปไตยแบบอิสลาม = ผู้แปล) ในครั้งนี้ ได้สร้างความตะลึงงันให้กับประชาคมโลก

และทำให้ประชาคมโลกได้ประจักษ์ว่าระบอบประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในคุณค่าของศาสนานั้นเป็นเช่นไร ?


ความเชื่อมั่นในระบบ (อิสลาม) ได้สำแดงออกมาในการเลือกตั้งครั้งนี้

ในขณะที่เหล่าศัตรูพยายามกระชากความเชื่อมั่นนี้ไปจากประชาชน

ความเชื่อมั่นที่ถือเป็นต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของระบบ (อิสลาม) เหล่าศัตรูต้องการกระชากความเชื่อมั่นนี้ไปจากพวกท่าน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ความเสียหายของมันจะร้ายแรงยิ่งกว่าการเผาธนาคารและรถบัสหลายเท่าทวีคูณ

การแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นการขับเคี่ยวที่เป็นไปด้วยความอิสระเสรี จริงจัง และโปร่งใสอย่างแท้จริง

ทุกคนต่างได้เห็นเป็นประจักษ์พยานว่าการขับเคี่ยวกัน การแข่งขัน และการ DEBATE เป็นไปอย่างโปร่งใสชัดเจน ถึงขนาดฝ่ายคัดค้านสามารถนำเสนอเหตุผลของตนอย่างเป็นรูปธรรมและถูกต้องน่าเชื่อถือในระดับที่น่าพอใจ

ผู้สมัครชิงชัยการเลือกตั้งทั้งสี่ท่านล้วนเป็นผู้มีส่วนสัมพันธ์และมีบทบาทกับรัฐอิสลาม

ท่านหนึ่งคือประธานาธิบดีรัฐอิสลามผู้ปวารณาตนรับใช้ประชาชน และเป็นคนที่เชื่อถือได้

ท่านหนึ่งคือ (อดีต) นายกรัฐมนตรีในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นประธานาธิบดี 8 ปี

ท่านหนึ่งคือผู้บัญชาการรบในช่วงสงครามพิทักษ์อันศักดิ์สิทธิ์ (ในการรบกับอิรักเป็นเวลา 8 ปี)

ท่านหนึ่งคืออดีตประธานรัฐสภา 2 สมัย

เป็นการขับเคี่ยวแข่งขันกันระหว่างผู้มีบทบาทต่อรัฐอิสลาม ระหว่างองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบการปกครองซึ่งข้าพเจ้ารู้จักมักคุ้น รู้จักคุณสมบัติและวัตรปฏิบัติของทั้งสี่ท่านดี และได้มีโอกาสร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับท่านทั้งสี่

อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่าข้าพเจ้าจะยอมรับทัศนะหรือแนวคิดทุกอย่างของทุกคน และข้าพเจ้าเชื่อว่าบางท่านมีความเหมาะสมคู่ควรในการรับใช้ประเทศ (ในฐานะประธานาธิบดี = ผู้แปล) มากกว่าท่านอื่น ๆ

ทว่า การตัดสินชี้ขาดเป็นหน้าที่ของประชาชน

ความในใจของข้าพเจ้าไม่เคยถูกแพร่งพรายให้กับใครทั้งสิ้น และมิใช่วิสัยที่จะต้องแพร่งพรายความในใจในเรื่องนี้

การถกเถียง - ทะเลาะกันในการเลือกตั้ง เป็นการทะเลาะกันภายในระบบ ไม่ใช่ทะเลาะเบาะแว้งนอกระบบ ... ประชาชนก็ต้องปฏิบัติไปตามกฎระเบียบ อยู่ภายใต้ระบบ

 

DEBATE ในทัศนะของท่านผู้นำ

ข้าพเจ้าก็นั่งชมการถ่ายทอดสดการดีเบทของผู้สมัครรับเลือกตั้งเหมือนกับพี่น้องประชาชนทั้งหลาย

หลัก ๆ ของการดีเบทเป็นไปด้วยดี และยังสามารถ “ซัดปาก” ของบางคนที่กล่าวหาว่าเป็นแค่ “ละคร” ที่ “เตี๊ยม” กันมาก่อน

การดีเบทครั้งนี้มีทั้งส่วนที่ดี - มีทั้งส่วนที่บกพร่อง

ในส่วนที่ผู้สมัครทุกท่านได้แสดงทัศนะออกมาอย่างโปร่งใสและเป็นไปอย่างลื่นไหล และสามารถดึงให้อีกฝ่ายตอบข้อข้องใจได้นั้น ถือเป็นจุดเด่นและเป็นผลบวก

ทว่า ในหลาย ๆ กรณีที่การดีเบทครั้งนี้เป็นไปเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม สร้างรอยด่างดำให้กับยุคปัจจุบันและอดีต ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย

 

ในส่วนที่เกี่ยวกับการกล่าวหา - ใส่ร้าย

มีข้อกล่าวหาจำนวนหนึ่งที่ปราศจากหลักฐานและข้อพิสูจน์ มีคำพูดที่พาดพิงถึงรัฐบาลนี้ (อะหฺมะดีย์นิญอด = ผู้แปล) และรัฐบาลก่อน ๆ อย่างขาดความชอบธรรม ผู้สมัครรับเลือกตั้งใช้อารมณ์เข้าห้ำหั่นโดยแทรกคำให้ร้ายเข้าไปในถ้อยคำที่ดี ๆ ของตน สิ่งนี้มีด้วยกันทั้งสองฝ่าย (คู่ดีเบท)

ข้าพเจ้าในฐานะผู้อ่านคุฏบะฮฺ ซึ่งคุฏบะฮฺเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการนมาซวันศุกร์ที่จะต้องกล่าวแต่ความจริงล้วน ๆ (เงื่อนไขหนึ่งของนมาซวันศุกร์คือการอ่านคุฏบะฮฺ และเงื่อนไขหนึ่งของคุฏบะฮฺคือการกล่าวแต่ความจริง = ผู้แปล)

คู่กรณีที่ดีเบทกันล้วนต่างมีข้อบกพร่องทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งกล่าวหาใส่ร้ายอย่างสาดเสียเทเสียอย่างไร้ความรับผิดชอบต่อประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งตามกฎหมาย ซึ่งการกล่าวหาใส่ร้ายได้ดำเนินมาเป็นเวลาหลายเดือนก่อนการเลือกตั้งด้วยซ้ำ ....

กล่าวหาใส่ร้ายว่าประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งตามกฎหมายเป็นคนโกหกตะลบตะแลง ....

กล่าวหาใส่ร้ายประธานาธิบดีอย่างน่าละอายที่สุด เช่น กล่าวหาว่าเป็นคนลวงโลก เป็นต้น

ในขณะที่อีกฝ่ายได้ลดดีกรีการปฏิวัติอิสลามที่มีมาเนิ่นนานตลอด 30 ปีให้ขาดความน่าเชื่อถือลงไป

ในดีเบทหลายครั้งได้มีการพยายามเอ่ยนามบุคคลสำคัญที่ได้ทุ่มเทเสียสละให้กับระบบการปกครองตลอดชีวิตของตน

ปกติ ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวนามบุคคลใดในคุฏบะฮฺ

แต่เนื่องจากหลายคนถูกเอ่ยนามในการดีเบทหลายครั้ง ข้าพเจ้าจึงจำต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านเหล่านั้น ณ ที่นี้ โดยเฉพาะ ฯพณฯ ฮาชิมีย์ (รัฟซันญานีย์) และ ฯพณฯ นาฏิก นูรีย์

ข้าพเจ้ารู้จักมักคุ้นกับ ฯพณฯ ฮาชิมีย์ มานับตั้งแต่ปี 1336 (1957 - 2500) กล่าวคือตั้งแต่ 52 ปีที่แล้ว ท่านผู้นี้คือแกนนำสำคัญของขบวนการต่อสู้และการปฏิวัติมาโดยตลอด ข้าพเจ้ารู้จักอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่ยุคสมัยที่มีการต่อสู้

ภายหลังการปฏิวัติอิสลาม ท่านก็ยังคงมีบทบาทสำคัญที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างท่านอิมาม (โคมัยนีย์) และหลังจากนั้นก็ยืนหยัดอยู่เคียงข้างข้าพเจ้าจวบจนกระทั่งถึงวันนี้

ท่านเกือบจะเป็นชะฮีดครั้งแล้วครั้งเล่า และได้เสียสละทรัพย์สินของตนเพื่อการปฏิวัติ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เยาวชนคนหนุ่มสาวควรจะต้องรับรู้

หลังการปฏิวัติเป็นต้นมา เราไม่เคยพบว่าท่านจะทำตัวหมางเมินและเหินห่างจากการปฏิวัติ

อย่างไรก็ตาม ในหลาย ๆ กรณีที่ข้าพเจ้ามีทัศนะที่ขัดแย้งกับ ฯพณฯ ฮาชิมีย์ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ

ทว่า ประชาชนจะต้องไม่ตีความและเข้าใจไขว้เขวสับสน

นอกจากนี้ ระหว่างท่านกับประธานาธิบดี (คนปัจจุบัน) ก็มีความขัดแย้งกันในทางความคิด ทั้งนโยบายต่างประเทศ นโยบายภายใน นโยบายด้านวัฒนธรรมนโยบายทางเศรษฐกิจ ฯลฯ

ทว่า ทัศนะของประธานาธิบดีมีความใกล้เคียงสอดคล้องกับทัศนะของข้าพเจ้ามากกว่า

กรณีของ ฯพณฯ นาฏิก นูรีย์ ก็เช่นกัน ท่านเป็นบุคคลที่ใช้ประชาชน และไม่มีข้อคลางแคลงสงสัยในความเป็นผู้มีจิตใจผูกพันกับการปฏิวัติและรัฐอิสลามแต่อย่างใด

ข้าพเจ้าได้กล่าวตักเตือนประธานาธิบดีนับตั้งแต่ช่วงนั้น (หลังจากวันดีเบทกับมีรฺหุสัยน์ มูสาวีย์ = ผู้แปล) แล้ว เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่าผลลัพท์ที่ดีจะต้องค่อย ๆ ปรากฎในภายหลัง

การแข่งขันได้สิ้นสุดยุติลงแล้ว ประชาชนที่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับผู้สมัครทั้งสี่ โดยมีเนียตกุรฺบะตัลอิลัลลอฮฺ (เจตนาเพื่ออัลลอฮฺ) จะต้องได้รับรางวัลตอบแทนจากพระองค์ อินชาอัลลอฮฺ

แถวแห่งการปฏิวัติจำนวน 40 ล้านเสียง คิดเป็น 85 เปอร์เซนต์ของผู้มีสิทธิออกเสียง มิใช่แค่เพียง 24 ล้าน 5 แสนเสียงที่ลงคะแนนให้กับประธานาธิบดี (หมายถึงผู้ที่ผูกพันกับการปฏิวัติมิได้มีเพียงแค่ 24 ล้าน 5 แสนคนที่ลงคะแนนให้กับอะหฺมะดีนิญอด ทว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 40 ล้านคนต่างมีความรักความผูกพันต่อการปฏิวัติเหมือนกัน = ผู้แปล)

 

คำตอกย้ำให้ยอมรับเสียงสวรรค์ของปวงชน

ท่านผู้นำได้กล่าวย้ำอีกครั้งว่า :- “คะแนนเสียงที่แตกต่างกันถึง 11 ล้านเสียง แล้วจะฉ้อโกงด้วยวิธีใด ?

ถึงกระนั้น ถ้ามีใครข้องใจในผลการเลือกตั้ง ก็ต้องดำเนินไปภายใต้กรอบขอบเขตของกฎหมาย

ข้าพเจ้าจะไม่มีวันตกอยู่ภายใต้อิทธิพลบิดอะฮฺ (ความคิดอุตริ) ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ถ้าวันนี้กรอบกฎหมายถูกทำลายลงไป จะไม่มีการเลือกตั้งใดในอนาคตบริสุทธิ์ผุดผ่องอีกต่อไป

 

ถ้อยคำถึงนักการเมือง

ท่านผู้นำได้เรียกร้องให้นักการเมืองทั้งหลายยุติความคิดที่สุดโต่ง โดยท่านกล่าวว่า ถ้านักการเมืองระดับแกนนำเหล่านั้นยังไม่ลดลาวาศอกต่อกัน ไม่ว่าจะทำไปโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในผลลัพท์ของมันก็คือพวกคนเหล่านั้นนั่นเอง ...

จงจับตามองมือลึกลับของพวกต่างชาติที่ไม่หวังดีให้จงหนัก

บทพิสูจน์ว่าประชาชนต้องการใคร คือคะแนนเสียงในหีบบัตร มิใช่การออกมาเดินขบวนบนท้องถนน

ถ้าภายหลังจากการเลือกตั้งผ่านไป ทั้งสองฝ่ายต่างชักชวนกองเชียร์ให้ออกมาเดินขบวนบนท้องถนน

แล้วจะมีการเลือกตั้งเพื่ออะไร ?

ความผิดของประชาชนอยู่ตรงไหน ?

ประชาชนมีความผิดอะไรที่จะต้องไปชักชวนพวกเขาให้ออกมาเผชิญหน้ากัน ?

ในส่วนของพวกก่อการร้าย โอกาสใดเล่าที่จะวิเศษเท่าการแฝงเร้นเข้าไปในหมู่ประชาชนในสภาวการณ์เช่นนี้ ?

ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเลือดของผู้คนที่ต้องหลั่งในครั้งนี้ ?

สภาพเช่นนี้ทำให้หัวใจผู้คนคุกรุ่นไปด้วยโลหิต

ลองเข้าไปสัมผัสบรรยากาศในมหาวิทยาลัยซิ

ลองเข้าไปสัมผัสกับเยาวชนคนหนุ่มสาวซิ

ลองเข้าไปสัมผัสกับนักศึกษาที่เป็นศรัทธาชนที่รักและหวงแหนการปฏิวัติซิว่าพวกเขามีความรู้สึกเช่นไร ?

ไม่ใช่ไปสัมผัสกับพวกที่พยายามสร้างสถานการณ์ ปลุกปั่น ยุแยงตะแคงรั่วให้เกิดการจลาจล

 

คำเตือนถึงนักประท้วงข้างถนน

การใช้กำลังคุกคามตามท้องถนนหลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติวิธีการเช่นนี้

และถ้ายังไม่ยอมหยุดยั้ง พวกเขาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพท์ที่ติดตามมาทั้งหมด

เป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ที่เพ้อฝันว่าการใช้วิธีกดดันบนท้องถนน จะสามารถบีบคั้นให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองยอมจำนน

อย่าลืมว่าการบีบบังคับให้เป็นไปตามอำเภอใจโดยผิดกฎหมายนั้น คือการเริ่มต้นใช้อำนาจเผด็จการ ....

ใครก็ตามที่ยังจะใช้วิธีการนี้ต่อไป เมื่อถึงเวลานั้น ข้าพเจ้าจะออกมาอีกครั้ง

และข้าพเจ้าจะกล่าวกับประชาชนให้ชัดยิ่งกว่าเดิม

ปัญหาสำคัญของศัตรูคู่แค้นของอิหร่านก็คือ จนถึงขณะนี้พวกเขาก็ยังไม่รู้จักประชาชาติอิหร่าน

พวกเขาคิดว่าที่นี่คือ “ประเทศจอร์เจีย” ที่ปฏิวัติด้วยผ้ากำมะหยี่ (เรียกเสียงฮาจากประชาชนดังครืน = ผู้แปล)

 

คำเตือนฝากถึงศัตรู

อเมริกาและพลพรรคของมันที่ในช่วงเวลานี้พยายามเสแสร้งว่าห่วงใยประชาชนอิหร่าน และขนานนามตนเองว่าคือ “ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน” ก็คือชนกลุ่มเดียวกันกับที่ได้จุดไฟเผาสมาชิกลัทธิ “ดาวูดีย์” ทั้งลูกเล็กเด็กแดง สตรี และคนชรา จำนวน 80 คน ให้ตายทั้งเป็นในบ้านที่ตั้งตระหง่านในประเทศอเมริกา และเหตุการณ์ครั้งนั้นก็อุบัติขึ้นในยุคสมัยที่สามีของสตรีนางนี้ (หมายถึงนางฮิลลารี คลินตัน) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกา ที่กำลังออกมาฟาดงวงฟาดหางอยู่ในขณะนี้ (เรียกเสียงฮาครืนของผู้ฟังอีกครั้งหนึ่ง = ผู้แปล) นี่ยังไม่นับกรณีที่ยกทัพไปเข่นฆ่าผู้คนในประเทศอัฟกานิสถาน อิรัก และปากีสถาน ฯลฯ

ท่านผู้นำยังกล่าวอีกด้วยว่า “น้ำหน้าอย่างอเมริกาไม่มีสิทธิมาสอนสั่งปัญหาสิทธิมนุษยชนกับอิหร่าน”

ท่านผู้นำยังกล่าวถึงประเทศมหาอำนาจที่พยายามยุยงปลุกปั่นทั้งวิธีทางการทูตและใช้สื่อสารมวลชนของตนทำลายภาพลักษณ์ของการเลือกตั้งและการปฏิวัติอิสลามว่า

ประเทศที่อาศัยวิธีการที่สกปรกโสมมที่สุดก็คืออังกฤษ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง BBC ที่ถือเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลประเทศนี้ และได้รับงบประมาณจำนวนมหาศาลในแต่ละปีเพื่อล้มล้างรัฐอิสลาม

 

ปัจฉิมวาทะ ...

ในช่วงสุดท้ายของคำเทศนา ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลามได้กล่าวถึงท่านอิมามมะฮฺดีย์ (อัจญะลัลลอฮฺฟะเราะญะฮุจชะรีฟ) ด้วยหัวใจที่ขมขื่นและปวดร้าวซึ่งทำให้ประชาชนหลายล้านคนที่อยู่ในสถานที่นมาซ และผู้ชมที่เฝ้าชมการถ่ายทอดสดอยู่ทางบ้านอีกหลายสิบล้านคนต้องหลั่งน้ำตาออกมาอย่างยาวนาน ว่า

“โอ้ สัยยิด (นาย) ของข้าฯ

โอ้ เมาลา (ผู้ปกครอง) ของข้าฯ

ข้าฯ มีเพียงชีวิตที่ไร้ค่า

มีร่างกายที่พิการ (มือของท่านต้องพิการจากการที่พวกมุนาฟิกีนวางระเบิดในขณะที่ท่านกำลังอ่านคุฏบะฮฺวันศุกร์ หลังการปฏิวัติอิสลาม = ผู้แปล)

มีเกียรติอันน้อยนิด

ที่ท่านมอบทั้งหมดนี้แด่ข้าฯ

ที่ข้าฯ พร้อมยอมพลีอุทิศแด่การปฏิวัติและแด่ท่าน

โอ้ สัยยิด (นาย) ของเรา

โอ้ เมาลา (ผู้ปกครอง) ของเรา

โปรดดุอาอ์ให้เราด้วยเถิด

เพราะการปฏิวัติเป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน”


ที่มา: http://tabnak.ir/fa/pages/?cid=52345



เขียนเมื่อ เสาร์, 20 มิถุนายน 2009 โดย สายธารพิสุทธิ์

ผู้ชม 995 ครั้ง so far.
แบ่งปันเรื่องนี้ให้เพื่อน

เนื้อหาล่าสุดจาก สายธารพิสุทธิ์