ในธรรมชาติของมนุษย์มีสัญชาตญาณหลากหลายซ่อนเร้นอยู่ หนึ่งในนั้นได้แก่สัญชาตญาณทางเพศอันทรงพลังซึ่งสัญชาตญาณนี้เพียงลำพังมีศักยภาพเท่ากับสัญชาตญาณอื่นๆ ทั้งหมด
ในวิสัยทัศน์ของอิสลาม ซึ่งเป็นศาสนาที่รักษาดุลยภาพระหว่างข้อบัญญัติทางศาสนาและกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ ถือว่าการมีอยู่ของสัญชาตญาณตามธรรมชาติเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตทั้งทางวัตถุและจิตวิญญาณของมนุษย์ ทั้งนี้ หากถูกควบคุมด้วย “ปัญญา” และ “ข้อบัญญัติทางศาสนา” ดังที่ท่านอิมามอะลี (อ) ได้กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์และทวยเทพว่า มนุษย์มีทั้งปัญญาและสัญชาตญาณ หากปัญญาของเขาอยู่เหนือสัญชาตญาณ เขาก็จะประเสริฐกว่าทวยเทพ แต่หากสัญชาตญาณของเขาอยู่เหนือปัญญา เขาก็จะต่ำต้อยกว่าเดรัจฉาน 2 ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงไม่อนุญาตให้ทำลายและกำจัดสัญชาตญาณตามธรรมชาติดังกล่าวด้วยวิธีต่างๆ โดยเด็ดขาด อาทิเช่น การกำจัดสัญชาตญาณทางเพศด้วยการปฏิเสธการแต่งงาน และในขณะเดียวกันพระผู้ทรงสร้างสัญชาตญาณเหล่านี้ก็มิทรงอนุมัติให้มนุษย์ตอบสนองความต้องการของสัญชาตญาณไปตามอำเภอใจและขาดดุลยภาพเช่นกัน
จากข้อเท็จจริงข้างต้น พระผู้สร้างจึงทรงบัญญัติให้ “การแต่งงาน” เป็นวิถีทางเดียวที่ถูกต้องในการตอบสนองสัญชาตญาณทางเพศของมนุษย์ ดังที่พระองค์ตรัสว่า “จงแต่งงานกับสตรีที่ผ่องแผ้วเถิด” 3 เงื่อนไข “ความผ่องแผ้ว” ของสตรีในโองการนี้ ชี้ให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของอิสลามต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์โดยการคำนึงถึงศักยภาพในการอบรมขัดเกลาบุตรที่จะกลายเป็นสมาชิกใหม่ของสังคมในอนาคตตั้งแต่ในขั้นตอนของการเลือกคู่ครองเลยทีเดียว เพื่อป้องกันมิให้ชนรุ่นที่ไม่เหมาะสมซึ่งเกิดจากมารดาที่มีมลทินได้เข้ามาปะปนอยู่ในสังคมที่บริสุทธิ์
จากหลักการดังกล่าวข้างต้น เราจึงสรุปได้ว่า การแต่งงานก็คือการตอบสนองสัญชาตญาณทางเพศอย่างถูกต้องและมีดุลยภาพ เพื่อมรรคผลทั้งในทางสังคมและในทางปัจเจกชน
มรรคผลทางสังคมที่สำคัญที่สุดของการแต่งงาน และในขณะเดียวกันก็ถือเป็นวิทยปัญญาหลักของการแต่งงานด้วยเช่นกัน ได้แก่การคงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ดังที่พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “หญิงของพวกเจ้าคือทุ่งนาของพวกเจ้า” 4 ซึ่งหมายความว่า ในทำนองเดียวกันกับที่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคมมนุษย์คงอยู่ได้ ได้แก่ไร่นา, การเพาะปลูก, อาหารและเครื่องบริโภค และหากปราศจากปัจจัยเหล่านี้สังคมมนุษย์ก็จะไม่สามารถดำรงอยู่ได้นั้น การปราศจากสตรีและการแต่งงานจะทำให้การรักษาสังคมมนุษย์และการคงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ย่อมเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น การแต่งงานจึงถือว่าเป็นการสร้างหน่วยหนึ่งของสังคมที่สำคัญที่สุด ดังที่ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ) กล่าวว่า “ไม่มีการจัดตั้งสถาบันใดในอิสลามที่เป็นที่รักสำหรับพระผู้เป็นเจ้าและมีเกียรติมากไปกว่าการแต่งงาน (และจัดตั้งสถาบันครอบครัว)” 5
ส่วนมรรคผลในทางปัจเจกชนที่สำคัญๆ ของการแต่งงานนั้นได้แก่
๑) ความสงบของจิตใจ ในสนามแห่งการต่อสู้อันร้อนแรงระหว่างปัญญาและสัญชาตญาณทางเพศภายในธรรมชาติของมนุษย์นั้น สิ่งเดียวที่จะสามารถทำให้จิตใจของมนุษย์สงบลงได้ ก็คือการดับไฟของความใคร่และตัณหาในกรอบของการแต่งงานอย่างถูกต้องตามศาสนบัญญัติ ดังที่กุรอานได้กล่าวว่า “และหนึ่งในสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือพระองค์ได้ทรงสร้างคู่ครองสำหรับพวกเจ้าจาก (เชื้อเดียวกันกับ) ตัวของพวกเจ้าเอง เพื่อพวกเจ้าจะได้มีใจสงบเคียงข้างนาง” 6 ด้วยกับความสงบดังกล่าวนี้เอง มนุษย์จะสามารถโบยบินไปสู่พระผู้เป็นเจ้าได้ และสังคมก็จะบริสุทธิ์จากมลทินของไฟตัณหาราคะ
๒) ความรักอันบริสุทธิ์ ในเส้นทางชีวิตของมนุษย์ที่ยาวไกลและเต็มไปด้วยความยากลำบากและอุปสรรคปัญหานั้น การมีเพื่อนร่วมทางที่คอยร่วมทุกข์ร่วมสุขถือเป็นสิ่งจำเป็น พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสอดใส่ความผูกพันและความรักอันเหนียวแน่นในหัวใจของคู่ครอง เพื่อให้ทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมทางชีวิตของกันและกัน ดังที่กุรอานได้กล่าวว่า “พระองค์ได้ทรงทำให้มีความรักและความเมตตาในระหว่างพวกเจ้า” 7 ความรักอันเป็นโอสถชั้นเลิศที่จะเปลี่ยน “การรักตนเอง” ให้กลายเป็น “การรักผู้อื่น” ความรักที่จะผูกมัดและเหนี่ยวรั้งทั้งสองไว้ตลอดกาล เพื่อปฏิบัติภารกิจที่สำคัญของการแต่งงาน อันได้แก่การมอบสมาชิกที่มีคุณภาพให้กับสังคมเพื่อการสืบเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ
๓) การสร้างเกราะคุ้มกันอันทรงประสิทธิภาพ กุรอานได้เรียกคู่ครองในฐานะที่มีความสัมพันธ์ต่อกันว่าทั้งสองเป็น “อาภรณ์” ของกันและกัน “นางคืออาภรณ์พวกเจ้าและพวกเจ้าเป็นอาภรณ์สำหรับนาง” 8 เพราะอาภรณ์จะปกป้องความร้อนหนาวและอันตรายจากการกระทบกระทั่งของร่างกายกับสิ่งอื่นๆ อาภรณ์จะปกปิดข้อบกพร่องและสิ่งน่ารังเกียจของมนุษย์ และยังเป็นเครื่องประดับสำหรับมนุษย์อีกเช่นกัน
ในทำนองเดียวกัน การแต่งงานจะปกป้องคู่สมรสจากพายุและความร้อนรุ่มของตัณหาราคะ พิทักษ์อารมณ์ความรู้สึกและจิตใจของทั้งสองจากความเย็นชาของชีวิต ป้องกันทั้งสองจากคำพูดที่น่าบัดสีและการซุบซิบที่ไม่เหมาะสมของผู้คน การแต่งงานจะทำให้ทั้งสองเป็นเกียรติและหน้าตาของกันและกัน และปกปิดซ่อนเร้นข้อบกพร่องทั้งภายนอกและภายในของกันและกัน
๔) การยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจ ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า ความรักอันบริสุทธิ์ที่เกิดจากการแต่งงานเป็นโอสถชั้นดีที่สามารถเปลี่ยนคนๆ หนึ่งที่รักและคำนึงถึงแต่ตนเองให้กลายเป็นคนที่รักและเสียสละเพื่อผู้อื่นได้ โอสถแห่งความรักอันบริสุทธิ์ดังกล่าวจะทำให้สามีพยายามและอุตสาหะในการเลี้ยงดูครอบครัวให้ดีที่สุด ซึ่งด้วยอานิสงส์ของความอุตสาหะดังกล่าวนี้เองที่เขาได้เพิ่มเติมความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้าเข้าไปในชีวิตคู่ของตน ดังที่พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสว่า “ถ้าพวกเขายากจน อัลลอฮฺจะทรงให้พวกเขามั่งคั่งจากความโปรดปรานของพระองค์ และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงไพศาล ผู้ทรงรอบรู้” 9
๕) การเติบโตและความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ เมื่อดุลยภาพเกิดขึ้นในการตอบสนองสัญชาตญาณทางเพศด้วยการแต่งงาน มนุษย์ก็จะสามารถอาศัยความสงบของจิตใจที่เป็นผลพวงของดุลยภาพนั้นไปในการประกอบศาสนกิจและเพ่งพินิจถึงพระผู้ทรงเป็นปฐมเหตุและปรโลกได้มากยิ่งขึ้น อันนำไปสู่ความเติบโตและความสมบูรณ์มากขึ้นของจิตวิญญาณ ดังที่ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ) ได้กล่าวว่า “ผู้ใดปรารถนาที่จะพบพระผู้เป็นเจ้าอย่างผู้บริสุทธิ์และผ่องแผ้ว ดังนั้น เขาจงพบพระองค์ด้วยการมีคู่ครอง” 10
ดังนั้น เราจึงสามารถสรุปได้ว่า การแต่งงานนอกจากเป็นวิถีทางในการตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์แล้ว ยังถือเป็นคุณธรรมที่น่าสรรเสริญในวิสัยทัศน์ของอิสลามอีกด้วย ส่วนการครองตนเป็นโสดและกำจัดสัญชาตญาณทางเพศนั้น นอกจากจะไม่เพิ่มความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณให้กับมนุษย์แล้ว ยังเป็นสิ่งที่น่าตำหนิและนำมาซึ่งการล่มสลายของสังคมมนุษย์อีกเช่นกัน
ผู้ชม 1282 ครั้ง so far.
เนื้อหาล่าสุดจาก Saleh
- อาชูรอกับวันนี้ โพสต์เมื่อ เสาร์, 16 มกราคม 2010
- ตามรอยคาราวานอิมามฮุซัยน์ (อ) โพสต์เมื่อ พฤหัสบดี, 14 มกราคม 2010
- อาหารจากบัยตุลมาล โพสต์เมื่อ เสาร์, 09 มกราคม 2010
- สุนทรพจน์ท่านผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติในวันอีดเฆาะดีร ปี ๑๔๓๐ โพสต์เมื่อ พุธ, 09 ธันวาคม 2009
- สาส์นของท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านถึงฮุจญาจ ปี ๑๔๓๐ โพสต์เมื่อ พฤหัสบดี, 03 ธันวาคม 2009
- ความตระหนี่มิใช่สิ่งไม่ดีเสมอไป โพสต์เมื่อ พุธ, 25 พฤศจิกายน 2009
- มารู้จักอวัยวะในร่างกายของเราที่ทำบาปมากที่สุดกันเถิด โพสต์เมื่อ จันทร์, 23 พฤศจิกายน 2009
- ชะฮีด ผู้ไม่มีวันตาย โพสต์เมื่อ พฤหัสบดี, 19 พฤศจิกายน 2009
- ปรัชญาและผลของบิอฺษะฮฺ โพสต์เมื่อ อังคาร, 21 กรกฏาคม 2009
- ความเที่ยงธรรมและดุลยภาพในวิถีชีวิตของอิมามมูซา กาซิม (อ) โพสต์เมื่อ จันทร์, 20 กรกฏาคม 2009
เชิงอรรถ
1. โปรดดู วะสาอิลุชชีอะฮ์, เล่ม ๒๐ หน้า ๑๗ [ย้อนกลับ]2. โปรดดู วะสาอิลุชชีอะฮฺ, เล่ม ๑๑ หน้า ๑๖๔ [ย้อนกลับ]
3. กุรอานบทอันนิซาอฺ โองการที่ ๓ [ย้อนกลับ]
4. กุรอานบทอัลบะกอเราะฮฺ โองการที่ ๒๒๓ [ย้อนกลับ]
5. บิหารุลอันวาร [ย้อนกลับ]
6. กุรอานบทอัรรูม โองการที่ ๒๑ [ย้อนกลับ]
7. กุรอานบทอัรรูม โองการที่ ๒๑ [ย้อนกลับ]
8. กุรอานบทอัลบากอเราะฮฺ โองการที่ ๑๘๗ [ย้อนกลับ]
9. กุรอานบทอันนูร โองการที่ ๓๒ [ย้อนกลับ]
10. บิหารุลอันวาร [ย้อนกลับ]









